[SF] THOUGHT :)

posted on 14 Feb 2009 18:02 by e-keijung  in TOPTORY

THOUGHT
Status: Short fiction
Author: E-keijung
Character: TOPTORY (TOPxVICTORY)
Rating: PG-13
Song theme: ความคิด - STAMP
Noted: Happy Toptory Valentine day 















 

ปุยหิมะสีขาวสะอาดตารายล้อมไปทั่วบริเวณ รอยเหยียบย่ำของรองเท้าเหมือนศิลปะชั้นเอกแลดูเป็นสีสันให้ฤดูหนาวไปอีกแบบ แสงไฟสีชมพูอ่อนถูกประดับให้เข้ากับเทศกาลแห่งความรักในวันพรุ่งนี้ วาเลนไทน์สามารถกลบเกลื่อนบรรยากาศเงียบสงบแบบนี้ได้จริงๆน่ะหรือ? 

แล้วทำไม ไม่ช่วยให้ความเงียบเหงาในหัวใจหายไปบ้าง..



เคยสังเกตไหมว่าคุณให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์มากเกินไป ก็แค่เป็นอีกวันที่โลกหมุนรอบตัวเองครบหนึ่งรอบ แค่ใช้ชีวิตไปพร้อมกับเข็มนาฬิกาที่เดินหน้าอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย แค่เป็นอีกวันที่ยังคิดถึงใครบางคนอยู่สม่ำเสมอ 

ทุกก้าวเดินตอกย้ำให้เขารู้ว่าแต่ละวินาทีผ่านไปรวดเร็วและไม่มีทางย้อนคืน ทว่าภาพความทรงจำเก่าๆกลับฝังลึกราวกับรู้สึกและสัมผัสได้ หากนั่นเป็นเพียงสิ่งที่เขาคิดไปเอง ความเป็นจริงคงไม่มีวันที่จะเจอกันอีก เป็นไปไม่ได้พอๆกับที่จะยืดเวลาหนึ่งวันให้ยาวนานกว่า 24 ชั่วโมง


ขายาวหยุดเดิน ยืนนิ่งตรงหน้าร้านเบเกอรี่ชื่อดัง ขนมเค้กหน้าสตอเบอร์รี่สามปอนด์โชว์ผ่านกระจกใสบานใหญ่ ตาคมจับจ้องเนิ่นนานคล้ายกำลังครุ่นคิด ก่อนรอยยิ้มมุมปากจะระบายขึ้นมาพร้อมความร้อนผ่าวของกระบอกตา นิ้วเรียวทั้งห้าทาบสัมผัสไอน้ำ ภาพสะท้อนบนกระจกบ่งบอกเขาว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่ไร้คนข้างกาย หากแต่เมื่อจ้องมองดีๆ เรื่องราวในอดีตมากมายกลับเล่าย้อนผ่านจนไม่สามารถหยุดหยดน้ำตาได้อีกต่อไป



กระซิบบอกซ้ำๆ ฝากความคิดผ่านสถานที่สำคัญแห่งนี้แผ่วเบา “พี่รักนาย..ซึงฮยอน”
เผื่อวันไหนที่นายเดินผ่าน แค่หวังว่านายจะรับรู้ถึงมันได้ว่า เราไม่ได้ห่างไกลกันเลย..










2005






“พี่ซึงฮยอน ดูนี่สิฮะ ขนมเค้กก้อนเบอเริ่ม!” เสียงหวานสดใสเรียกร้องให้เขาสนใจร้านกระจกริมทาง แถมด้วยมือเล็กที่ฉุดกระชากลากจูง งอแงเป็นเด็กประถมซึ่งแตกต่างจากอายุจริงคือ 18 ปีบริบูรณ์ พอรู้สึกอีกทีโต๊ะคู่ริมกระจกก็ถูกผู้ชายตัวสูงใหญ่กับอีกหนึ่งหน่อตัวผอมบางจับจองเสียแล้ว ขนมเค้กก้อนที่ว่านั่นก็เช่นกัน วางแหมะอยู่บนโต๊ะกลอสสีดำตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทันตั้งตัว

“เอ้า! กินสิฮะพี่ซึงฮยอนผมเลี้ยงนะเนี่ย!” มือไวใจเร็วคงนิยามเด็กผู้ชายคนนี้ไว้ทั้งหมด เค้กชิ้นใหญ่ตัดทอนจนเหลือพอดีคำหยิบยื่นจ่ออยู่ที่ปาก สุดเอื้อมมือจนเจ้าตัวเกิดอาการเมื่อยล้า อาการสั่นนิดๆเรียกเสียงหัวเราะจากเขาได้ไม่ยาก คนบริการเอาใจใส่ค้อนวงใหญ่ให้ชายหนุ่มอารมณ์ดี ย่นจมูกแยกเขี้ยวแล้วแถมด้วยประโยคแสนงอนผสมประชดประชัน

“อุตส่าห์ป้อน เฮอะ! กินเองก็ได้!” ก่อนขนมเค้กชิ้นนั้นจะเข้าปากสมใจ มือใหญ่จากฝั่งตรงข้ามกลับรั้งไว้แล้วผลุบหายเข้าไปในโพรงปาก รวดเร็วจนคนขี้งอนกระพริบตาปริบๆมองส้อมว่างเปล่าด้วยความมึนงง ชเวซึงฮยอนเคี้ยวเนื้อเค้กนุ่มละไม รสหวานหอมทำให้เขาเผลอยิ้มกว้าง ไม่รู้ไปสะกิดต่อมไหนของเจ้าตัวแสบ หันเชิดเลิศหยิ่งเสมองไปนอกกระจก พอเรียกก็หูทวนลมเอาเสียดื้อๆ ลองยื่นนิ้วก้อยไปง้อก็โดนกำปั้นน้อยๆทุบเต็มแรง คงเจ็บมิใช่น้อยถ้าเขาหลบไม่ทัน 

“น้องซึงฮยอนครับ...” คำตอบยังคงเป็นริมฝีปากยื่นน่าดึงให้หายหมั่นไส้ แล้วยังจะดวงตาขวางโลกนั่นอีก ทำได้ก็อยากจะเอามือปิดหน้าแล้วลากไปเก็บไว้ดูคนเดียวชะมัด

“น้องซึงฮยอนคร้าบ พี่ซึงฮยอนง้อแล้วน้า ดีกันดีกว่า น่านะ!” ถึงเสียงทุ้มต่ำจะไม่ค่อยเข้ากับโครงสร้างประโยคสักเท่าไหร่ ชเวซึงฮยอนก็พยายามใช้มันทุกครั้งเมื่อน้องไม่พูดด้วย และมันได้ผลเสมอ อีซึงฮยอนแพ้ลูกอ้อนแบบนี้ตั้งแต่วันแรกที่คบกันกระทั่งปัจจุบัน

“ไม่ต้องยิ้มเลย ผมยังไม่หายโกรธพี่ซักหน่อย” การกระทำกับคำพูดชักขัดแย้งเข้าไปทุกขณะ ไร้การขัดขืนเมื่อความอบอุ่นทาบทับลงบนฝ่ามือ ก่อนดอกกุหลาบสีแดงผูกโบว์น่ารักจะโผล่พ้นออกจากเสื้อกันหนาวยื่นให้เห็นในระดับสายตา 

“พี่ไม่รู้หรอกว่าคนอื่นเขาจะให้ดอกกุหลาบกันกี่ดอก พี่ว่ามันไม่สำคัญที่จำนวน มันสำคัญที่ตรงนี้ต่างหาก” ดึงดอกกุหลาบกลับไปชี้หน้าอกด้านซ้าย ยักคิ้วทำหน้าหล่อโดยที่ไม่รู้เลยว่าคนฟังหัวใจเต้นถี่รัวแค่ไหน ชอบพูดอะไรเป็นหลักการอยู่เรื่อย อีซึงฮยอนไม่ค่อยชอบคนมีหลักการนัก มันดูเคร่งเครียดและวิทยาศาสตร์ น่าเบื่อเกินไป แต่เมื่อเป็นชเวซึงฮยอน เขากลับหวั่นไหวจนลืมไปด้วยซ้ำว่าตัวเองเคยไม่ชอบสิ่งใด 

“ปีนี้เอาไปดอกเดียวก่อน วาเลนไทน์ปีหน้า พี่จะให้เราเพิ่มเป็นสองดอก โอเคไหมครับ?” ระหว่างตั้งคำถาม กุหลาบสีแดงสดก็ถูกยัดเยียดใส่มือเล็กเรียบร้อย ตาคมทำท่าบ้องแบ๊วเหมือนกำลังรอฟังคำตอบรับ เป็นอีกครั้งที่การควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจทำได้ยากเต็มที “ใครเขาอยากได้กุหลาบของพี่กันเล่า...” ถึงจะพูดไปแบบนั้น ฝ่ามือเล็กก็กำดอกกุหลาบผูกโบว์น่ารักแน่นหนาราวกับกลัวว่ามันจะหลุดลอยไปอยู่กับใคร














2006






คลื่นฝูงชนกลางเมืองหลวงถูกเด็กหนุ่มวิ่งเบียดเสียดยากลำบากเพื่อไปให้ทันนัดสำคัญ คิ้วหนาขมวดกังวลจนเหงื่อเม็ดเล็กผลุดตามใบหน้าขาว นาฬิกาข้อมือกระดิกบอกเวลารวดเร็วจนเขาอยากให้มันช้าลงกว่านี้หน่อย สี่สิบห้านาทีที่เขาปล่อยให้ใครบางคนรอ 

ร้านเบเกอรี่ชื่อดังเงียบเหงาและมืดสนิทไร้แสงไฟ มือบางพยายามกดโทรศัพท์มือถือที่ทำท่าจะดับด้วยแบตเตอรี่อ่อนได้ทุกขณะ ไม่มีวี่แววของซึงฮยอนจนรู้สึกวูบโหวงในหัวใจ ยืนพิงกระจกใสหน้าร้านอย่างหมดหวัง หอบหายใจรวยรินด้วยความเหนื่อยอ่อน สุดท้ายน้ำตาที่ไม่เคยอยากให้มันไหลออกมาก็ทรยศร่างกาย พร้อมใจกันเสียจนเจ้าตัวไม่เข้าใจว่าเมื่อไหร่ที่ชเวซึงฮยอนมีอิทธิพลมากมายถึงขนาดนี้ ดอกกุหลาบสีแดงสองดอกในมือล่วงหล่นสู่พื้นตัดกับหิมะสีขาวโพลน เสียงสะอื้นดังกลบเสียงฝีเท้าของใครบางคนด้านหลัง กว่าจะรู้สึกตัว ทั้งร่างกายก็จมหายเข้าไปในอ้อมกอดแสนอบอุ่นเสียแล้ว “ร้องไห้ทำไม พี่แค่ไปเดินรอเราแถวนี้เอง” ฝังหน้าลงกับไหล่กว้างราวกับไม่อยากให้เจ้าของเสียงทุ้มได้เห็น ถ้อยคำปลอบประโลมแผ่วเบาข้างหูยิ่งทำให้เขาไม่กล้าจะสบตา 


“ห้ามล้อผมเรื่องตาบวมหรือเรื่องร้องไห้เด็ดขาดนะ” ปลายเสื้อกันหนาวตัวใหญ่ถูกมือเล็กกำไว้จนยับยู่ยี่ ตาคมเสมองทางอื่น กลั้นหัวเราะกับอาการเด็กน้อยไม่รู้จักโต สูดหายใจเข้าลึกเต็มปอดก่อนจะผละอีซึงฮยอนออกห่าง คนอายุน้อยกว่ายังคงก้มหน้างุดมองรองเท้าไม่ยอมพูดจา จนแล้วจนรอดคนเป็นพี่ก็อดใจไม่ไหวดึงกลับเข้ามากอดอีกหนึ่งที “เงียบก็น่ารัก ไม่เงียบก็น่ารัก จะเอายังไงครับน้องซึงฮยอน” ถามจริงจังไม่ได้แกล้งแซว แต่คนโดนถามคงคิดไปเองเลยเผลอทุบเข้ากลางหลังไม่ยั้งมือ ชเวซึงฮยอนยิ่งหัวเราะชอบใจเมื่อน้องส่งเสียงง้องแง้งไม่ได้ศัพท์ พอทุบนานเข้าก็กลายเป็นวางนิ่งกอดตอบเขาไปโดยปริยาย


เคลิบเคลิ้มดื่มดำกับบรรยากาศสีชมพูที่ทั้งคู่สร้างขึ้นมาเองเนิ่นนาน กุหลาบสองดอกในกระเป๋าเสื้อกันหนาวก็หยิบยื่นใส่มือเล็กเชื่องช้า อีซึงฮยอนยิ้มรับอีกฝ่าย ก้มเก็บดอกกุหลาบอีกสองดอกซึ่งเขาตั้งใจเอามาให้คนรักเช่นกัน “มันหล่นพื้น เฉาหมดแล้วด้วย แต่ผมว่ามันไม่สำคัญที่ความสดใส มันสำคัญที่ตรงนี้ต่างหาก” ประโยคคุ้นหูดังพร้อมการกระทำคุ้นตา ดอกกุหลาบสี่ดอกในมือเล็กชี้ตรงหน้าอกด้านซ้าย ก่อนสองดอกที่พูดถึงจะถูกส่งตรงถึงชายหนุ่มตาคม 

ชเวซึงฮยอนรับเอาไว้ทั้งมือ แรงดึงดูดไม่มีผลกับแนวระนาบ ทว่าทั้งสองคนก็เคลื่อนเข้าหากันราวแม่เหล็กคนละขั้ว ริมฝีปากได้รูปแตะซ้ำแล้วซ้ำอีก หอมหวานจนไม่สามารถถอนตัว รู้สึกเหมือนครั้งที่ลิ้มรสขนมเค้กเนื้อนุ่ม แขนเรียวโอบรอบคอเพื่อประคองร่างกายไม่ให้เผลอไผลจนทรุดลงไปกองกับพื้น ตอบรับรสจูบแปลกใหม่ พี่ซึงฮยอนดูดเอาแรงทั้งหมดทีมีหายไปจนเกือบขาดอากาศหายใจ 

เมื่อคนในอ้อมแขนเริ่มสั่นสะท้าน ชเวซึงฮยอนก็ไม่รีรอที่จะผละออกมา เปลือกตาขยับเปิดเพื่อมองใบหน้าหล่อเหลา ยังรู้สึกถึงลิ้นหนาหยอกล้อภายในโพรงปาก ความอบอุ่นส่งผ่านชัดเจนยิ่งกว่าการจับมือหรือการกระทำต่างๆที่เคยได้รับตลอดเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา 

“น้องซึงฮยอน...” เสียงเรียกทุ้มต่ำดึงสติล่องลอยหยุดนิ่ง อีซึงฮยอนตอบรับในลำคอตะกุกตะกักด้วยความเขินอาย ก่อนเสียงทุ้มจะพูดจาเป็นหลักการเล่นเอาหัวใจกระตุกวูบไหวเต้นถี่รัวจนเกรงว่าคนตรงหน้าจะได้ยิน


“พี่ซึงฮยอนรักน้องซึงฮยอนนะครับ ไม่ว่าดอกกุหลาบในมือพี่จะเพิ่มหรือลดน้อยลง พี่ก็จะไม่หยุดรักนาย ใครจะพรากอีซึงฮยอนไปจากพี่ไม่ได้ถ้าพี่ยังมีลมหายใจ” 













2007





ฝีเท้ากระทบขั้นบันไดดังตึงตังสะท้อนไปมาในทางลงแคบๆ เงยหน้าขึ้นมองด้านบนเขาก็ต้องเร่งฝีเท้าอีกนิดเมื่อชายหนุ่มตาคมใกล้เข้ามาทุกที จากชั้นหกถึงชั้นใต้ดินทำให้สองขาเริ่มอ่อนล้า ลมหายใจเฮือกสุดท้ายดึงมาใช้กับการก้าวเดิน แต่คงมีไม่มากพอ แรงกอดจากด้านหลังหยุดทุกอย่างไว้กับที่ รวมไปถึงหัวใจ ที่มันเต้นช้าลงจนแทบจะไม่มีการเคลื่อนไหว เจ็บเหมือนมีมือล่องหนบีบและกระชากมันออกมาเหยียบย่ำอย่างไม่ใยดี 

“พี่กลับขึ้นไปข้างบนเถอะฮะ” อาการหอบเหนื่อยทำให้น้ำเสียงสั่นไหว หากไม่มีอ้อมแขนเกี่ยวรั้งไว้ คงไม่สามารถยืนหยัดด้วยตัวเอง ทว่าเลือกได้เขาก็อยากจะทรุดลงไปมากกว่าทรมานในความอบอุ่นที่ลดน้อยลงไม่เหมือนเดิม

“พี่ซึงฮยอน...พี่ทำแบบนี้กับผมได้ยังไง” ตัดพ้อแผ่วเบาเสียจนหัวใจคนฟังวูบโหวง แรงสั่นสะอื้นทำให้อ้อมแขนค่อยๆคลายออก หลงเหลือเพียงความเหน็บหนาวภายในใจ 

“อีกแค่ไม่กี่เดือน ผมขอเวลาของพี่บ้างไม่ได้หรือฮะ” แผ่นหลังสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอชัดเจน มือเล็กยกแตะหน้าผากปิดบังดวงตาคลอน้ำ สมองสั่งให้เดินหนี หากแต่ก้อนเนื้อตรงอกด้านซ้ายกลับสั่งให้เขาหันไปเผชิญหน้าความจริง

“ผมไม่อยากได้เวลาของพี่แล้ว แต่พี่ช่วยรับเวลาทั้งหมดของผมไว้ได้ไหมฮะ” ฝืนยิ้มยากเย็นให้ดูสดใสร่างเริง ทว่าทำได้ไม่นาน น้ำตาก็หลั่งไหลออกมาเมื่อภาพพี่ซึงฮยอนกำลังกอดกับคนอื่นมันกอเล่นซ้ำซากไม่หยุดหย่อน ขอเพียงชเวซึงฮยอนตอบรับ เขาจะไม่แคร์และสนใจใครอื่นนอกจากความรักของเราสองคน


“พี่รับไม่ได้หรอกซึงฮยอน...” ชัดเจนจนยืนแทบไม่อยู่ ดอกกุหลาบสามดอกในกระเป๋าเสื้อกันหนาวคงเหี่ยวเฉาเพราะรอเวลาสู่มือใหญ่แสนอบอุ่นนานเกินไป ยังจะพยายามให้ได้อะไรขึ้นมา หลังจากวันนี้ก็แค่ใช้ชีวิตอยู่กับความเงียบเหงา ปรับตัวให้ชินเสียทีอีซึงฮยอน ทนอีกหน่อย ยังไงเวลาของเขาก็ไม่เท่ากับคนอื่นอยู่แล้ว


ก้มโค้งกล่าวอำลาชายหนุ่มเชื่องช้า กลับหลังหันพาตัวเองเดินออกมาทั้งน้ำตา ก่อนจะไม่ได้เจอกันอีก คำถามค้างคาทิ้งท้ายไว้ราวกับเสียงกระซิบจากสายลม 


“บอกผมทีว่าพี่เกลียดผมหรือพระเจ้ากันแน่”



คำตอบที่ไม่มีใครได้ยินก็เช่นกัน “พี่ขอโทษ...” 



เมื่อรักแล้วรู้ว่าสักวันหนึ่งต้องเลิกกัน ไม่มีทางคงอยู่ถาวรตลอดชีวิต เชื่อไหมหากถามคู่รักสิบคู่ว่าแล้วยังจะเลือกทางเดินนั้นอีกหรือ? คำตอบทั้งสิบคงหนีไม่พ้น เราไม่รู้อนาคต ไม่รู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำในวันนี้ ดังนั้นการเลือกที่จะรักต่อไปก็ถือเป็นสิ่งที่เรากำหนดเอง ค่อยๆประคับประคองจนถึงวันนั้น อะไรจะเกิดก็คงต้องปล่อยมันไป...


แล้วถ้าคุณรู้ล่ะ...คุณรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ยังจะดึงดันเลือกแบบนั้นอีกไหม 

















2008 




กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนจมูกเป็นสัญลักษณ์ว่าที่นี่คือโรงพยาบาล ร่างอ่อนแรงบนเตียงถูกเข็นรวดเร็วเข้าห้องฉุกเฉิน ประตูบานแล้วบานเล่าผลักออกเหมือนในภาพยนตร์ไม่ผิดเพี้ยน เครื่องมือแพทย์หลายสิบชนิดลายตาดูสับสนวุ่นวาย เสียงออกคำสั่งของคุณหมอเบาหวิวจนฟังไม่รู้เรื่อง คลื่นสัญญาณหัวใจดังเป็นเสียงเดียวยาวนานและน่าเป็นห่วง นั่นยิ่งทำให้ภายในห้องโกลาหลมากกว่าเดิม ก่อนสติจะดับวูบ ภาพสุดท้ายกลับเป็นใบหน้าคุ้นเคย รอยยิ้มมุมปากที่เขาชอบยังคงตามมาหลอกหลอนกัน 


จนถึงเวลานี้เขาก็ยังไม่สามารถลืมเรื่องราวของชเวซึงฮยอนได้เลย

พี่ซึงฮยอน..เวลาไร้ค่าที่ผมเคยมอบให้พี่กำลังจะหมดลงแล้ว เวลาของพี่ต้องเดินหน้าต่อไปนะฮะ วาเลนไทน์ปีหน้า ผมจะอยู่ที่เดิม ถึงแม้พี่จะไม่อยากรับรู้ ผมจะฝากความคิดของผมไว้ที่นั่นเสมอ
เผื่อวันไหนที่พี่เดินผ่าน แค่หวังว่าพี่จะรับรู้ถึงมันได้ว่า เราไม่ได้ห่างไกลกันเลย..














แสงอาทิตย์ลอดพ้นผ่านช่องว่างของผ้าม่านปลุกคนไข้ในห้องได้เป็นอย่างดี เปลือกตาปิดแน่นสนิทกลับค่อยๆกระพริบเปิดออกเชื่องช้า ชุดโปร่งบางของโรงพยาบาลสบายตัวเสียจนเผลอบิดขี้เกียจกะทันหัน ยังไม่ทันจะหมุนครบ 45 องศา อาการเจ็บแปลบแถวหน้าอกก็เล่นงานจนเขาต้องทาบทับมือปลอบประคองก้อนเนื้อที่เต้นไม่เป็นจังหวะนั่นแผ่วเบา “เจ็บชะมัดเลย...” ครางอวดครวญก่อนจะกวาดตามองห้องสีขาวแซมสีฟ้าสะอาดสะอ้านทุกซอกทุกมุม ยิ้มต้อนรับชีวิตใหม่หลังจากนี้ การผ่าตัดคงประสบผลสำเร็จ เมื่อเห็นคุณหมอเสื้อกราวเกือบถึงรองเท้าเดินเข้ามา คำขอบคุณเอ่ยกล่าวจนแพทย์มือดีหัวเราะเสียงดัง ก่อนเสียงนุ่มทุ้มจะอธิบายอาการและวิธีรักษา เก้าอี้ว่างเปล่าข้างเตียงก็เรียกร้องความสนใจให้คิ้วหนาขมวดเป็นปม เสียงเล็กเอ่ยถามคุณหมอด้วยหัวใจที่เต้นถี่รัวบีบตัวรัดแน่นจนมือเล็กยกขึ้นกุมหน้าอกอีกครั้ง “ใครเหรอฮะคุณหมอ...” 




ใครกันที่ช่วยชีวิตเขาไว้ในวินาทีสุดท้าย..
ดอกกุหลาบสี่ดอกบนเก้าอี้เป็นคำตอบชัดเจนเสียจนทำนบน้ำตาพังทลาย ซองจดหมายเหน็บคู่ไว้กับรูปถ่ายใบเล็ก คว้ามันขึ้นมาเปิดอ่านรวดเร็ว หวังว่าสิ่งที่คิดคงไม่ใช่ความจริง ลายมือเหลี่ยมๆนั่นเขาจำได้แม่นยำ หมึกสีดำเปื้อนน้ำตาทั้งเขาและคนเขียนเลอะเทอะไปทั่วกระดาษแผ่นบาง ข้อความหนึ่งหน้ากระดาษแทนไม่ได้เลยกลับสิ่งที่สูญเสีย



อีซึงฮยอน รู้รึเปล่าว่าเป็นคนใจร้ายที่สุดในโลก พี่อุตส่าห์ไปนั่งในใจนายตั้งนาน เรื่องอะไรพี่จะยอมให้ตัวเองเร่ร่อนเล่า ต่อไปนี้พี่จะได้อยู่กับนายตลอดเวลา เอาหัวใจพี่ไปแล้วดูแลดีๆด้วยนะ จะให้ใครมายืนอยู่ด้วยก็ได้นะเอ้า พี่ไม่ว่าหรอก แต่คงจะเบียดหน่อยเพราะพี่จองไว้แล้วสี่ห้อง ฮ่า 

ตอนที่นายบอกว่าไม่อยากได้เวลาของพี่ โคตรจี๊ดเลยรู้ไหม ใครสั่งใครสอนให้พูดจาแบบนั้น ไหนบอกว่าไม่ชอบคนพูดจามีหลักการ ใช่ย่อยซะทีไหนล่ะเรา แล้วเวลาของนาย.. พี่รับไม่ได้หรอกซึงฮยอน เพราะพี่กำลังยกเวลาทั้งหมดของพี่ให้นาย เวลาของพี่มันจะไม่มีค่าเลยหากไม่มีอีซึงฮยอน ห้ามโทษตัวเองเด็ดขาดเข้าใจรึเปล่า ซึงฮยอนไม่ผิด พี่คิดดีแล้ว ถ้าพี่รู้ว่านายทำร้ายตัวเองเมื่อไหร่ พี่จะกระโดดออกจากหัวใจของนายที่เคยเป้นของพี่ให้ดู 

อืม เขียนอะไรอีกดี เมื่อยนะเนี่ย พอรู้ว่าจะไม่ได้คุยกันแล้วพี่ก็อยากจะเขียนเก็บไว้สักร้อยฉบับ แต่พี่ว่ามันซึ้งเกิน เดี๋ยวน้องซึงฮยอนของพี่ร้องไห้ตาบวมเป่งมากกว่าเดิมนี่แย่เลย วาเลนไทน์ปีหน้ารอพี่ที่เดิมนะครับ ก็ไม่รู้หรอกว่าตายไปแล้วมันจะเหมือนหนังโรแมนติกซาบซึ้งน้ำตาท่วมจอไหม แต่ก็ต้องลองดูล่ะ พี่เห็นนะว่าปีที่แล้วเราไปนั่งกินเค้กคนเดียว พี่ก็ไปนั่งกินคนเดียวเหมือนกัน พี่ว่าเราสองคนงี่เง่าเนอะ ทำไมไม่คุยกันให้รู้เรื่อง ทำไมพี่ต้องทำตัวเป็นพระเอกจอเงินด้วย กำลังถามพี่แบบนี้อยู่รึเปล่า พี่ก็ไม่รู้จะตอบนายยังไง พี่แค่กลัวว่านายจะไม่รับทั้งเวลาและหัวใจของพี่ พี่แค่ไม่อยากเห็นนายร้องไห้ แต่คิดผิดว่ะ นายเอาแต่ซึมกระทือ เหมือนหมีแพนด้าหิวข้าวอยู่ได้ทั้งวี่ทั้งวัน ดูไม่ออกหรือไงว่าพี่จูบมุมกล้อง พี่เคยจูบเราคนเดียว อันนี้สาบาน 

ห้ามร้องไห้พร่ำเพื่อโอเคไหมครับ พี่รู้ว่าน้องซึงฮยอนเข้มแข็ง ใช้ทุกวินาทีให้มีค่า ไม่ต้องคิดถึงพี่ตลอดไปหรอก พี่แค่หวังว่าหัวใจของพี่จะคงอยู่กับนายตลอดไปเท่านั้นเอง
ชเวซึงฮยอนรักน้องซึงฮยอนนะครับ... 




ไม่บ่อยนักที่พี่ซึงฮยอนจะบอกรักเขา รอยยิ้มเคล้าน้ำตาหมองหม่นเสียจนอ่อนล้าหมดกำลัง รูปถ่ายใบเล็กถูกยกแนบชิดหัวใจ เราไม่ชอบถ่ายรูปคู่กัน อาจเป็นเพราะติดจะเขินด้วยกันคู่เลยทำให้ภาพสวีทหวานหายากพอๆกับประโยคบอกรักทิ้งท้ายในจดหมายฉบับสุดท้าย 
“ผมรักพี่ซึงฮยอนนะฮะ..” บอกหัวใจของตัวเองที่กำลังเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ อาการเจ็บปวดหายเป็นปริบทิ้งราวกับไม่ต้องการให้เจ้าของร่างทรมาน 


เราไม่ได้ห่างไกลกันเลย...

















2009







หนึ่งเดือนหลังจากเทศกาลปีใหม่ วันที่ทุกคนนับถอยหลังรอคอยคงหนีไม่พ้นวาเลนไทน์ เขาเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ขีดวงกลมบนปฏิทินเช่นเดียวกัน ถึงมันจะเป็นแค่วันที่โลกยังคงหมุนรอบตัวเองครบหนึ่งรอบ ถึงจะเป็นอีกหนึ่งวันที่ใช้ชีวิตไปพร้อมกับเข็มนาฬิกาที่เดินหน้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ถึงจะเป็นแค่วันที่เขาบอกรักกับหัวใจตนเองเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งวันก็ตามที 

ก่อนจะถึงวันวาเลนไทน์ สองขากลับพาเขามาสถานที่แห่งความทรงจำ ทางเดินปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวสุดรุกหูรุกตา แสงไฟสีชมพูอ่อนประดับตกแต่งเหมือนวันแรกที่พบกัน ร้านเบเกอรี่ชื่อดังเตรียมพร้อมต้อนรับคู่รักหลายร้อยคู่ในวันพรุ่งนี้ ขนมเค้กหน้าสตอเบอร์รี่สามปอนด์ตรงหน้าคงถูกใครซักคนจับจองไว้แล้วเป็นแน่ 

กระจกใสที่เต็มไปด้วยไอน้ำถูกมือเล็กทาบสัมผัสจนเห็นเป็นรอยนิ้วทั้งห้า ริมฝีปากบางยกยิ้มเมื่อเห็นเงาสะท้อนรางเลือน เป็นอีกหนึ่งปีที่ข้างกายมีเพียงความว่างเปล่า เรื่องราวมากมายตีกลับเข้ามาในหัวจนรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งร่างกาย ถึงจะสัญญาไว้แล้วว่าจะไม่ร้องไห้พร่ำเพื่อ แต่พอคิดถึงเจ้าของก้อนเนื้อที่ทำให้เขามีชีวิตขึ้นมาทีไร การบังคับน้ำตาก็รวนเรจนในที่สุดมือเล็กก็ได้แต่ปาดมันออกปอยๆ 

สายลมเอื่อยเฉื่อยพัดพาลมหนาวมาพร้อมเสียงกระซิบแผ่วเบา ‘พี่รักนาย...ซึงฮยอน’ ใบหน้าขาวใสหันหาเจ้าของเสียงทุ้มต่ำ หากแต่ไร้วี่แววใดๆ มีเพียงมือบางที่รู้สึกอบอุ่นเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างทาบทับบนกระจกใส อ่อนโยนและนุ่มนวลชวนให้น้ำตาหลั่งไหลไม่ขาดสาย 



ให้เธอสัมผัสความคิดที่ฉันทิ้งไว้ 
อาจไม่เห็นได้ด้วยตา 
ฉันได้ฝากเอาไว้ อยู่ในพื้นดินและท้องฟ้า 
มันเป็นความคิดที่กระซิบว่า...




“พี่ซึงฮยอน...ผมก็รักพี่ฮะ”










END

 

 

 

หล่อเชียวฟิคเรื่องนี้ รักนะคะพี่ซึงฮยอนน
สุขสันวันวาเลนไทน์ค่ะ(ได้ข่าวใกล้หมดวันล่ะ - -) ฮ่า

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ฟิครับวาเลนไทน์

เศร้าจับจิต

รู้สึกโหวงๆๆอย่างบอกไม่ถูก

หัวใจของซึงฮยอนอยู่ที่ซึงฮยอน

พี่รักน้องนะ....

น้ำตาหยดแหมะๆ

#1 By momotar on 2009-02-18 23:43

อันนี้พี่อ่านแล้วก็ร้องไห้

ไปแล้วน้องกิฟ วันวาเลนไทน์

พี่ก็เศร้าไม่แพ้ อีซึงฮยอนเลย

#2 By osky on 2009-02-20 00:02

เม้นนอกรอบ...


นิชคุณหล่อมาก

#3 By byul on 2009-02-28 23:45

อ่านไปแล้วรอบนึง

ในบ้านฟิค

แล้วก็มาอ่านอีก

รอบที่สามแล้ว

อยากอ่านอะไรที่มันบีบหัวใจแบบนี้อีก

ไม่รุโรคจิตรึเปล่า

ชอบทำให้ตัวเองร้องไห้

เศร้ามาก เศร้าจริงๆ

เปิดเพลงคลอไปด้วยให้ได้ฟิล

*เช็ดน้ำตาก่อน

#4 By momotar on 2009-04-10 21:37

#5 By JED !! (118.172.95.81) on 2009-05-07 16:55

#6 By JED !! (118.172.95.81) on 2009-05-07 16:55

เศร้าเวอร์




ร้องไห้เลยอ่ะ


#7 By JED !! (118.172.95.81) on 2009-05-07 16:55

เรื่องราวเศร้าดีแท้ นั่งอ่านไป น้ำตาเหมือนจะไหล แต่ไหลไม่ได้เพราะนี้คือที่ทำงาน อ่านโครงเรื่องคิดแล้วว่าต้องเศร้า คนที่อยู่ ก็เศร้า คนที่ไปก็คงเศร้า แต่คนที่อยู่ต้องเศร้ากว่า ตกลงคนแต่งทำให้คนอ่านเศร้า



แต่ยิ้มได้เพราะมีเรื่องเศร้า ๆ ที่ไรเตอร์แต่งให้อ่าน
ขอบคุณไรเตอร์นะจ๊ะ

big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile

#8 By J-u-P-i-T-e-R (202.149.29.83) on 2009-11-19 15:12