[Fic] HOW DEEP 02

posted on 29 Jul 2009 18:30 by e-keijung  in FICTION

HOW DEEP
By: E-keijung
Paring: TOPTORY versus YUNHOTORY
Rating: PG-13

 

 

 

STEP 02 Are you serious







“เอ่อ พี่จำผิดคนแล้วมั้ง” หลังจากยืนแข็งทื่อให้ฝ่ายตรงข้ามโลมเลียทางสายตาอยู่นาน ซึงรีไม่รีรอถอยทัพยกธงขาวไม่ขอข้องแวะเกี่ยวดองด้วยการบอกปัด หันหลังวิ่งตับแลบทิ้งห่างชายหนุ่มปริศนาจนไม่ทันได้เห็นฉากเฉลยจากหนุ่มน้อยหน้าใสอ้าปากเหวอ เดินขึ้นมายืนชี้นิ้วตะโกนใส่หน้าตัวเจ้าปัญหาเสียงดัง

“เอาอีกแล้วเหรอพี่ซึงฮยอน!”

เจ้าของชื่อเพียงแค่ยักไหล่เบ้ปากชวนให้มือเล็กฝากรักเข้าเต็มหลัง “รู้จักเขาเหรอฮะ” 
“เหอะ เห็นชื่อเหมือนพี่ก็เลยแกล้งเล่น” เชลยปากเอกส่ายหน้ายิ้มกริ่ม “แล้วไปรู้ชื่อเขาได้ไง!?” คนเป็นน้องเลยขอฝาดหลังอีกหนึ่งป้าบ พร้อมคำถามค้างคาใจ

“พี่เห็นชื่อน้องเขาตัวอย่างเป้งปักอยู่บนเป้ไง แล้วพี่ก็เดินตามหลังเขามาตั้งแต่ชั้นแรก พอใจยังคร้าบคิมคีย์~” สมเหตุสมผลหน้าให้รางวัลอีกหนึ่งป้าบ เขาใช้ให้พี่ชายขึ้นมาดูว่าติวเตอร์สอนฟิสิกส์เปิดหรือไม่ มีคนเรียนมากหรือน้อยเพียงใด พี่ชายแสนเลวกลับมาหลีคนนู้นคนนี้ไปทั่ว แถมครั้งนี้เล่นแรงเสียจนเจ้าทุกข์วิ่งหางจุกตูดไปไหนแล้วก็ไม่รู้ “ป่านนี้เขาแช่งพี่หูดับตับไหม้แล้วมั้ง...”






*






“พี่ยุนโฮไม่รู้จักจริงเหรอ!?” เสียงตะโกนถามปลายสายเรียกให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาสะดุ้งตกใจกันเป็นทิวแถว หากเด็กหนุ่มไม่แยแส โวยวายให้อีกฝ่ายตามล่าหาชื่อ งอแงฟ้องนู่นฟ้องนี่ไม่หยุดหย่อน คล้ายชองยุนโฮจะเมื่อยหูเต็มที สรุปปิดคดีด้วยประโยคสั้นๆได้ใจความชนิดที่ว่าเจ้าของเสียงหวานอ้อนเงียบกริบ

“มหา’ลัยพี่มีคนตั้งเยอะ จะไปรู้ได้ไงว่าใคร” เออะ วันนี้ชองยุนโฮจะหาเรื่องติดลบคะแนนพิศวาสไปถึงไหน เฮอะ ที่ไม่ได้ต่อปากต่อคำต่อนี่เสียใจนะเว้ย ไม่ได้เห็นด้วยกับความคิดพี่ยุนโฮสักนิด พูดออกมาได้ไง ฮือ ทำเหมือนกับปัญหาของเขามันไร้สาระไม่มีค่าพอให้ช่วยเหลืออย่างงั้นแหละ 

“เงียบทำไมล่ะเรา...” หาหอยหาปู่อยู่มั้ง ฮื้อ งอนแล้วจะให้พูดมากหรือไง “ผมโกรธพี่แล้ว...” 
ไม่รู้คนฟังจะสำนึกรึเปล่าที่บังอาจตอบคำถามไม่ถูกใจ แต่จะพูด จะงอแงอ่ะมีปัญหาป่ะล่ะ
“ตอนนี้ซึงรีอยู่ที่ไหน” จากประโยคห้วนทำร้ายจิตใจคนคิดมาก(เกิน)ไป กลายเป็นเอาอกเอาใจภายในหนึ่งนาที เสียงทุ้มนุ่มถามซ้ำซากเมื่อได้รับคำตอบเป็นความเงียบ สุดท้ายเด็กขี้งอนก็ทนไม่ไหว เลิกเล่นตัว ขยับปากพูดแต่ไม่วายแขวะทิ้งทาย “กำลังกินข้าวอยู่ คนเดียวด้วย” 

“พี่ถามว่าอยู่ที่ไหน ไม่ได้ถามว่าทำอะไรครับ” แสร่ด ทำไมต้องทำเสียบรรยากาศด้วยวะ พี่ยุนโฮควรจะง้อเขาอย่างต่อเนื่องไม่ใช่เหรอ “ไอ้พี่บ้า เมื่อเช้ามาส่งผมที่ไหนเล่า!” เด็กหนุ่มอายุสิบแปดปี ว่าที่เฟรชแมนปีหนึ่งกระแทกก้นลงนั่งเก้าอี้ฟู้ดคอร์ท โหวกเหวกโวยวายปลายสายเสียงดัง ไม่สนว่าใครจะมองมาด้วยสายตาอย่างไร ตอนนี้โมโห โมโหมาก โมโหมากที่สุด ถ้ายังไม่รีบพูดจาดีๆอีกสิบนาทีมีระเบิดตัวเองตายแน่ๆ

“โอเคๆ เดี๋ยวพี่ไปหา รออยู่ตรงนั้นแหละ” แอบกำมือเยสกับการประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ อันที่จริง หาเรื่องให้พี่ยุนโฮมารับ เพราะขี้เกียจนั่งรถเมล์ต่างหาก ร้อนก็ร้อน สู้ทำตัวงี่เง่าใส่พี่ยุนโฮจนเจ้าตัวขับรถมาหาเขาดีกว่าตั้งเยอะ 

 

 

 

ระหว่างรอพี่ชาย อีซึงฮยอนจัดการหาของยัดท้องจนอิ่มพุงกาง สุกี้กระทะร้อนหอมฉุยนับเป็นอาหารจานที่สาม อุณหภูมิร้อนจัดจากปัญหาค้างคาใจเมื่อชั่วโมงก่อนลดลงรวดเร็วด้วยน้ำโค้กไซส์บิ๊ก ปลาหมึกตัวสุดท้ายถูกงับเข้าปากเชื่องช้าราวกับต้องการลิ้มรสมันทีละนิด 

“อ้าวน้องซึงฮยอน” หากเสียงทุ้มต่ำกลับทำให้เขาต้องกลืนปลาหมึกลงท้องทันที แถมติดคอหอยจนต้องจ้วงน้ำอีกอึกใหญ่ เสียงนี้มัน..ถึงว่าดิแม่งตากระตุกข้างขวาตลอดเลย 

“มาคนเดียวจริงด้วย” พยายามเลี่ยงสุดตัว หันหนีสุดกำลัง ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ลงทันใดเมื่อชายหนุ่มนิรนามถือวิสาสะหย่อนก้นนั่งลงข้างๆเขา “อิ่มแล้วหรอ พี่เลี้ยงของหวานไหมครับ” เออะ มันเป็นใครฟร้า เอาไปเก็บที ส่ายหัวปฏิเสธก็แล้ว พอโดนชวนคุยก็ทำหน้าเอือมระอาบ่งบอกแบบเปิดเผยก็แล้ว ทำไมไอ้พี่ชายอายุมากแต่สมองเท่าเม็ดถั่วเขียวถึงไม่เข้าใจอะไรบ้างเลย ยิ่งมายุ่งกับเขามากเท่าไหร่ ความอยากรู้ว่าเราไปสนิทกันได้อย่างไร เป็นฝ่ายญาติพ่อหรือแม่ มันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นนะว้อย


“ผมกับพี่...รู้จักกันตอนไหน” ถือเป็นประโยคแรกที่เขาเอ่ยปากคุยด้วย อ่ะเหอะ อยากรู้นี่หว่า บางทีอาจจะเป็นพี่ชายผู้พัดพรากกันตั้งแต่ชาติปางก่อนก็ได้

“นึกดีๆสิ พี่ยังจำได้แม่นอยู่เลย” เอ้า! คิดว่าก่อนมานั่งอยู่ตรงนี้เขาไม่นึกรึไง นึกจนสมองจะระเบิดอยู่แล้วเฟ้ย ลองย้อนกลับไปตอนยังเยาว์วัย เอ..หรือเขาจะเคยความจำเสื่อมเหมือนหนังน้ำเน่าบางเรื่องเลยจำพี่คนนี้ไม่ได้วะ เอาน่ะ มั่วตอบไปก่อนเผื่อถูก “อนุบาลหรือฮะ”

แทนที่จะตอบว่าใช่หรือไม่ ไอ้พี่คิ้วหนากลับหัวเราะชอบใจ แถมทุบโต๊ะระบายอารมณ์อีกต่างหาก ตลกขนาดนั้นเลยดิ แสร่ด 

ไม่ทันได้ทายคำตอบถัดไป เสียงริงโทนโทรศัพท์ก็ขัดจังหวะเอาเสียดื้อๆ ไม่ต้องดูสกรีนด้านหน้าก็รู้ว่าใคร หูย ขับรถจากกวางจูมาหาเขาหรือไง ช้าเป็นบ้าเลยไอ้พี่ยุนโฮ

“รถพี่ติดไฟแดงอยู่ ไปช้าหน่อยนะ” เพิ่งรู้นี่แหละว่าการจราจรเกาหลีมันแจ๊มแจม ข้ออ้างชัดๆ แอบหนีไปเที่ยวกับพี่ยูชอนก่อนล่ะสิไม่ว่า “ผมรออยู่ที่เดิมนั่นแหละ เร็วๆนะฮะ” พูดเพราะแบบนี้ ไม่ได้ทำตัวเด็กดีต่อหน้าคนแปลกหน้าหรอก พอดีคิดได้ว่าขืนงอแง ชองยุนโฮคงตัดหางเขาปล่อยวัดแหง
“เดินเที่ยวแก้เบื่อไปก่อนนะครับ ถึงแล้วเดี๋ยวพี่โทรหา” น่ารักจริงพี่ชายใคร พูดจาหวานหูแบบไม่เลี่ยนไม่เสี่ยวก็เป็นด้วย “อาฮะ ขับรถดีๆนะเฟ้ย” พอได้รับคำยืนยันเป็นเสียงหัวเราะเขาก็อดฉีกยิ้มกว้างตามไม่ได้ ทว่าพอวางสายแล้วหันมาเจอะกับชายหนุ่มที่เขาไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อเสียงเรียงนามกำลังยักไหล่กวนประสาท ซึงรีสาบานได้เลยว่าไม่เคยหุบยิ้มเร็วเท่านี้มาก่อน เหอ เซ็งเป็ดว่ะจอร์จจจ จจ


“พี่ว่าง ถ้าเหงา มาเดินทบทวนอดีตกันก็ได้นะ”



หมดทางเลือกแล้วนี่หว่า เชื่อเถอะว่าถ้าเขาเซย์โน ผู้ชายคนนี้ก็ยังเดินตามเขาอยู่ดี เพิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองจะเส้นเลือดในสมองแตกก็วันนี้แหละ พี่ยุนโฮ รีบๆมาซักทีสิโว้ย

ตำแหน่งการเดินหาใช่ออนบีไซด์ โนเดินข้างๆกัน เป็นเขาที่เดินนำหน้า ส่วนตัวปัญหาอยู่ด้านหลัง เหมาะสม! อย่าได้ก้าวมาเทียบเชียว จะเหยียบตรีนให้ทรุดเลย


“ใจคอจะไม่ถามชื่อพี่หน่อยเหรอ” นั่นสิ ใจคอเขาจะไม่ถามชื่อหน่อยเหรอวะ จริงๆไม่มีอาการอยากรู้หรอก กระทั่งโดนถามให้ถามเนี่ยแหละ ต้องเข้าใจว่าอีซึงฮยอนเป็นประเภทไม่สะกิดจะไม่มีทางรู้เรื่องรู้ราวอะไรเทือกๆนั้น



“อืม...”กลั้นหายใจเหลียวหลังไปมอง กำลังอ้าปากถาม เหมือนลมปราณภายในร่างกายจะติดขัด อีซึงฮยอนหันขวับกลับลำทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ว่าหม่อมแม่เคยสั่งสอนไม่ให้ถามชื่อใครก่อน 

“พี่ชื่อซึงฮยอน ชเวซึงฮยอน...” ล้อเล่นป่าวว้า ชื่อเหมือนกันเลยเนี่ยนะ งี้ทฤษฎีว่าเราเคยรู้จักกันมันก็มีเปอร์เซ็นสูงขึ้นอีกอ่ะดิ โอ้ม่าย หรือจะสมองเคยเสื่อมจริงๆ ถึงว่าแคลคูลัสดิฟฟังชั่นไม่เคยเข้าหัวเลย~

“ผมไม่อยากรู้ซะหน่อย” ไม่อยากรู้แต่เก็บข้อมูลเผื่อเอากลับไปถามญาติพี่น้องแล้วเรียบร้อยว่าตัวเองเคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนความจำเสื่อมหรือเปล่า แฮะ ศักดิ์ศรีอ่ะศักดิ์ศรี! ของแบบนี้มันต้องหยิ่งหน่อยสิถึงจะถูก “พี่แค่บอกให้รู้ไว้ไง..”

โคลงหัวไปมาเดินนำหน้าลอยละลิ่วไม่สนใจเสียงนกเสียงกาด้านหลัง ทอดน่องเรื่อยเปื่อยจนสายตาไปสะดุดเข้ากับตู้เกมเรียงรายขนานกับราวอลูมิเนียม ก้าวขาฉับๆแปปเดียวถึงตู้ ไม่รีรอหยอดเหรียญแล้ว หย่อนก้นลงนั่งจิ้มนิ้วเลือกเกมยอดฮิตตลอดกาล


ภาพสองภาพขึ้นคู่กันให้เปรียบเทียบหาข้อแตกต่างด่านแล้วด่านเล่าถูกนิ้วเรียวจิ้มจนเริ่มเข้าใกล้ทำลายสถิติอันดับหนึ่งของเครื่อง หากตัวช่วยสามอย่างโดนใช้ไปหมดแล้ว เด็กหนุ่มร้อนใจกลัวไม่ได้ครองตำแหน่งแรก หันซ้ายหันขวาหาคนช่วย เพราะปกติมีพี่ยุนโฮช่วยจิ้ม ได้เป็นเดอะเฟิสมานับต่อนับ 

เห็นทีคราวนี้ต้องยืมมือคนแล้งน้ำใจ มายืนอยู่ข้างๆเขาแต่กลับไม่ช่วยอะไรเลย ฮึ้ย น่าโมโหชะมัด จะให้เขาเสียฟอร์มขอความช่วยเหลือก็บอกมาเหอะ “ช่วยผมหน่อย...” เงยหน้าขึ้นไปมองแถมกระตุกชายเสื้ออีกสองที ดูเหมือนไอ้พี่คิ้วหน้าจะไม่เข้าใจ เลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่าเขาต้องการอะไร แสร่ด นั่งเล่นเกมอยู่เนี่ย หิวข้าวมั้ง

“พี่ซึงฮยอนช่วยผมเล่นหน่อยสิฮะ อีกไม่กี่คะแนนก็ที่หนึ่งแล้ว” เออะ เหมือนเรียกชื่อตัวเองยังไงชอบกล ช่างแม่งเหอะ ตอนนี้เดอะเฟิสสำคัญที่สุด แอบเห็นว่าเจ้าของชื่อเดียวกับเขายิ้มมุมปากก่อนพยักหน้ายอมช่วยเหลือ หากเขาเพิ่งจะมานึกเสียใจทีหลังเนี่ยแหละที่ดันไปขอร้องชเวซึงฮยอน 


แผ่นหลังรู้สึกได้ถึงการเข้าใกล้ของใครบางคน แถมยังมีแขนทั้งสองข้างที่ลอดเฉียดแก้มเขาไป บางทีมีสเปเชียลก้มหน้าลงมาแนบชิดเขาอีกต่างหาก ฮื้อ คิดผิดว่ะคิดผิด หวังจะใช้เวลาที่เปลี่ยนด่านมาต่อว่าก็ไม่ทันมันทุกครั้ง มีอยู่วิธีเดียวคือรีบๆจบเกมโดยไว หากกิเลสที่ต้องการจะชิงอันดับแรกดันมากกว่า ทำอะไรไม่ได้นอกจากจำใจเล่นต่อไป 

ทว่าอีซึงฮยอนคงทำความดีไว้เยอะในชาติปางก่อน เสียงโทรศัพท์ช่วยเขาไว้ในทันเวลาพอดิบพอดี และเป็นจังหวะเดียวกันที่เกมจบลงโดยที่เขาไม่พลาดได้อันดับหนึ่งไปครอง 

“ว่าไงฮะ...” กรอกเสียงอารมณ์ดี๊ดีใส่โทรศัพท์ ปลายสายตอบกลับทันควันเหมือนมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ “คนที่ยืนอยู่ข้างหลังเรานี่ใช่ผู้ชายที่เล่าให้ฟังรึเปล่า” กำลังอารมณ์ดี เลยลืมเรื่องโดนแต๊ะอั๊งไปเสียสนิทใจ ชวนอีกฝ่ายก้มลงมาถ่ายรูปบันทึกลงเครื่องด้วยซ้ำ “พี่คนนั้นแหละฮะ” 


เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นพร้อมรูปทั้งเขาและชเวซึงฮยอนปรากฏอยู่บนหน้าจอ นิ้วของคนทั้งสองคนค่อยๆช่วยกันพิมพ์ชื่อ ‘Seunghyun’ ทว่าก่อนที่มันจะเต็มสมบูรณ์ ไหล่ของคนด้านหลังกลับโดนใครบางคนกระชากออก เผยให้เห็นบุคคลที่เขาเฝ้ารอ(ให้มารับ)กว่าสองชั่วโมง


“โทษนะครับ นี่น้องชายผม” น้ำเสียงคุ้นเคยขุ่นเคืองเหมือนทุกครั้งที่อารมณ์ไม่ดี “พี่ยุนโฮ” แทนที่จะเป็นเขาที่เอ่ยชื่อชองยุนโฮ กลับมีอีกหนึ่งเสียงที่เอ่ยชื่อพี่ชายเขาขึ้นมาพร้อมกัน “ไอ้ยุนโฮ..”
และเป็นชองยุนโฮที่รู้จักชเวซึงฮยอนด้วยเหมือนกัน “ไอ้เชี่ยเท่ม..”


รู้จักกันด้วยเหรอ
เป็นปัญหาที่ค้างคาใจ
แล้วเท่มเป็นชื่อของคนหรืออย่างไร
เป็นปัญหาที่ค้างคาใจ
ทำไมพี่ยุนโฮต้องตั้งสรรพนามว่าไอ้เชี่ยให้พี่ซึงฮยอน
เป็นปัญหาที่ค้างคาใจ

.....

“มึงคิดจะทำอะไร!?” หน้าตาหาเรื่องไม่ปิดบัง พี่ยุนโฮดึงเขาออกมายืนข้างๆหลังจากที่เขาเพิ่งจิ้มตัวเอ็นสุดท้ายบันทึกรายชื่อได้ทันเวลาพอดิบพอดี หากคนโดนถามกลับยักไหล่ชิวเบ หัวเราะในลำคอยั่วโมโหพี่ยุนโฮได้มากกว่าเดิม 


“ทำ? มึงจะให้กูทำอะไร ยังไม่เลิกคิดมากเรื่องอดีตอีกเหรอวะ” ประโยคแต่ละอย่างที่ทั้งสองโต้กันไปมาเป็นเรื่องที่เขาไม่เข้าใจอย่างยิ่งยวด พูดเรื่องอะไรกันวะเนี่ย งงและค้างคาใจมากถึงมากที่สุด เคลียร์ด่วน!

“อ..เอ่อ รู้จักกัน...” 
“กลับบ้านได้แล้วซึงรี!”



เออะ พูดดีๆก็ได้ไม่เห็นต้องตะคอกเลย เดินคอตกตามหลังพี่ชายต้อยๆ สะกัดกั้นไม่ให้ตัวเองหันไปมองพี่ชายชื่อเหมือนกันแทบไม่ไหว ลองชำเลืองเหลียวหลัง ชเวซึงฮยอนยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม และเหมือนจะรู้สึกตัวว่าเขากำลังมอง ริมฝีปากได้รูปนั้นจึงกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มบอกลา



 

ไว้มาเล่นเกมจับผิดเป็นเพื่อนผมอีกนะ 

 

อ่านปากผมออกรึเปล่าวะเนี่ยพี่ซึงฮยอน...








to be continued

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ปัญหาที่ค้างคาใจ
เยอะมากนะซึงริ....55+
แล้วเทมกะยุนโฮรู้จักกันหรอเคยมีเรื่องไรกันอ่ะ
น่าติดตามตอนต่อไปมากๆ
รออ่านอยู่นะคะ....
ผู้แต่งสู้ๆๆ

#1 By CM (58.8.118.189) on 2009-08-16 15:33